ไฮไลท์ ปรีวิว แชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ
ไฮไลท์ ปรีวิว แชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ

ไฮไลท์ ปรีวิว แชมเปี้ยนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศ

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศฤดูกาลนี้จะเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ 59 ปีของการแข่งขั้นนี้ที่สองทีมจากเมืองเดียวกันอย่างเรอัล มาดริดและแอตเลติโก้ มาดริดผ่านเข้ามาฟาดแข้งเพื่อแย่งชิงถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป

สองทีมจากสเปนจะมาห่ำหั่นกันเองในลิสบอนโดยที่”ตราหมี”ก้าวผ่านบาร์เซโลน่าและเรอัล มาดริดขึ้นไปคว้าแชมป์ลาลีก้าได้สำเร็จในสัปดาห์ที่แล้วและมีลุ้นทำดับเบิ้ลแชมป์แบบเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรด้วย

ขณะที่”ราชันชุดขาว”ผ่านการเป็นแชมป์รายการนี้มาแล้ว 9 สมัยและตั้งตารอ”ลา เดซิม่า”หรือแชมยุโรปสมัยที่ 10 มาอย่างยาวนานจนเข้ามาถึงรอบชิงได้หลังห่างหายมาตั้งแต่ปี 2002

โอกาสพิเศษที่ไม่ได้หาดูกันง่ายๆจึงต้องเลยเอาเส้นทางกว่าแต่ละทีมจะเข้ามาถึงจุดนี้ได้และสถิติ, ความพร้อมและข้อมูลของทั้งสองทีมจากยูฟ่าดอทคอมแบบสั้นๆมาให้ได้อ่านกันซักนิดนึง

 

ความพร้อมของสองทีม

เรอัล มาดริดจะไม่มีชาบี้ อลอนโซ่ที่ติดโทษแบนหลังเขาโดนใบเหลืองมาในเกมรอบรองชนะเลิศนัดสองที่พบกับบาเยิร์น มิวนิค

คริสติอาโน่ โรนัลโด้ฟิตพอที่จะมีส่วนร่วมในเกมนี้ถึงแม้จะมีอาการบาดเจ็บต้นขามาก่อนหน้าก็ตาม นอกเหนือจากนี้แล้วแกเร็ธ เบลก็พร้อมเช่นกันแม้ก่อนหน้านี้พลาดการลงซ้อมมาบ้าง

คาริม เบนเซม่าอาจพลาดไปเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อแต่อันเชลอตติคอนเฟิร์มแล้วว่าซามี่ เคดิร่าพร้อมสำหรับลงสนามจากที่พ้นอาการบาดเจ็บหัวเข่ามา ขณะที่เปเป้พลาดการลงสนามมาในเกมสองนัดหลัง

ฝั่งแอตเลติโก้ มาดริดอยู่ในขั้นลุ้นอาการของดิเอโก้ คอสต้าที่โดนเปลี่ยนตัวออกจากเกมเจอบาร์เซโลน่าเมื่อสัปดาห์ก่อนเพราะเจ็บต้นขาด้านหลัง

อาร์ด้า ตูรานก็ได้รับอาการบาดเจ็บขาหนีบมาจากเกมเดียวกันโดยที่ซิเมโอเน่ให้ทั้งคู่ได้พิสูจน์ความฟิตของตัวเองจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนลงเล่นนัดชิง

กาบี้พร้อมสำหรับลงสนามอีกครั้งหลังพลาดมาจากเกมนัดสองที่เอาชนะเชลซีในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์เนื่องจากติดโทษแบน

ย้อนรอยเส้นทางลู่ลิสบอน

เรอัล มาดริด
รอบแบ่งกลุ่ม
17 กันยายน: กาลาตาซาราย 1-6 เรอัล มาดริด
2 ตุลาคม: เรอัล มาดริด 4-0 โคเปนเฮเก้น
23 ตุลาคม: เรอัล มาดริด 2-1 ยูเวนตุส
5 พฤษศจิกายน: ยูเวนตุส 2-2 เรอัล มาดริด
27 พฤษศจิกายน: เรอัล มาดริด 4-1 กาลาตาซาราย
10 ธันวาคม: โคเปนเฮเก้น 0-2 เรอัล มาดริด

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
26 กุมภาพันธ์: ชาลเก้ 1-6 เรอัล มาดริด
18 มีนาคม: เรอัล มาดริด 3-1 ชาลเก้

รอบก่อนรองชนะเลิศ
2 เมษายน: เรอัล มาดริด 3-0 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
8 เมษายน: โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2-0 เรอัล มาดริด

รอบรองชนะเลิศ
23 เมษายน: เรอัล มาดริด 1-0 บาเยิร์น มิวนิค
29 เมษายน: บาเยิร์น มิวนิค 0-4 เรอัล มาดริด

แอตเลติโก้ มาดริด
รอบแบ่งกลุ่ม
18 กันยายน: แอตฯ มาดริด 3-1 เซนิต
1 ตุลาคม: ปอร์โต้ 1-2 แอตฯ มาดริด
22 ตุลาคม: ออสเตียน เวียนนา 0-3 แอตฯ มาดริด
6 พฤษศจิกายน: แอตฯ มาดริด 4-0 ออสเตียน เวียนนา
26 พฤษศจิกายน: เซนิต 1-1 แอตฯ มาดริด
11 ธันวาคม: แอตฯ มาดริด 2-0 ปอร์โต้

รอบ 16 ทีมสุดท้าย
19 กุมภาพันธ์: เอซี มิลาน 0-1 แอตฯ มาดริด
11 มีนาคม: แอตฯ มาดริด 4-1 เอซี มิลาน

รอบก่อนรองชนะเลิศ
1 เมษายน: บาร์เซโลน่า 1-1 แอตฯ มาดริด
9 เมษายน: แอตฯ มาดริด 1-0 บาร์เซโลน่า

รอบรองชนะเลิศ
22 เมษายน: แอตฯ มาดริด 0-0 เชลซี
30 เมษายน: เชลซี 1-3 แอตฯ มาดริด

2109844_w2

เรื่องที่น่าสนใจของทั้งสองทีม

– ทั้งสองทีมเจอกันมา 194 นัดในลีกและฟุตบอลถ้วยของสเปนโดยแบ่งเป็นเรอัลชนะ 102 นัด, แอตเลติโก้ชนะ 46 นัดและเสมอกันไป 46 นัด

– สำหรับในลาลีก้าซีซั่นนี้แอตเลติโก้ทำได้ดีกว่าโดยดิเอโก้ คอสต้ายิงประตูโทนให้ทีมเอาชนะที่ซานติอาโก้ เบร์นาบิวมาปีก่อนถือเป็นเกมนัดแรกที่บุกไปชนะถึงบ้านเรอัลตั้งแต่ปี 1999 ด้วย ก่อนจะกลับมาเสมอ 2-2 ที่บิเซนเต้ กัลเดรอนซึ่งคาริม เบนเซม่ายิงให้ขึ้นนำและโกเก้กับกาบี้มายิงให้ทีมแซงนำสุดท้ายคริสติอาโน่ โรนัลโด้มายิงให้ทั้งสองทีมแบ่งไปคนละแต้ม

– ในเกมโคปา เดล เรย์นัดรองชนะเลิศเรอัลเป็นฝ่ายเอาชนะไปในทั้งสองเลก ประตูจากเปเป้, เฆเซ่และอังเคล ดิ มาเรียพา”ราชัน”ชนะไป 3-0 ในเกมนัดแรกก่อนสองประตูจากจุดโทษของโรนัลด้วยให้ทีมเก็บชัยในนัดสองได้อีก 2-0

– แอตเลติโก้ชนะมา 6 นัดและแพ้เพียง 2 นัดจาก 11 เกมที่พวกเขาเจอกับทีมจากสเปนด้วยกันเองในเวทียุโรป รวมถึงการเอาชนะบาร์เซโลน่ามาในรอบก่อนรองชนะเลิศฤดูกาลนี้ด้วย

– แอตเลติโก้ชนะมา 9 นัดเสมอไป 3 นัดในชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้และไม่แพ้เกมยุโรปมา 13 นัดแล้วนับตั้งแต่พ่ายให้กับรูบิน คาซานในยูโรป้าลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อฤดูกาลก่อน

– มาดริดชนะ 10 นัดเสมอหนึ่งในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลนี้โดย 7 จาก 8 นัดหลังพวกเขาเก็บชัยได้หมดด้วย ส่วนเกมที่พวกเขาแพ้ไปก็คือแพ้ให้ดอร์ทมุนด์ 2-0 ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศนัดสอง

– คาร์โล อันเชลอตติที่พาเอซี มิลานสัมผัสแชมเปี้ยนส์ลีกได้ในปี 2003 และ 2007 อาจคว้าถ้วยใบที่ 3 ของเขาในลิสบอนวันเสาร์นี้ สมัยเป็นนักเตะเขาก็คว้ามาได้สองหนในปี 1989 และปี 1990 มีเพียงแค่บ็อบ เพรสลี่ย์อดีตกุนซือลิเวอร์พูลที่คว้าแชมป์รายการนี้ได้ 3 สมัยในการเป็นโค้ช

– ดิเอโก้ ซิเมโอเน่อาจกลายเป็นกุนซือคนที่ 3 ที่คว้าแชมเปี้ยนส์ลีกได้โดยไม่ใช่คนยุโรป สองคนแรกก็เป็นชาวอาร์เจนไตน์เหมือนกันนั่นคือหลุยส์ คาร์นิญา(เรอัล มาดริด 1858, 1959)และเฮเลนิโอ เอร์เรร่า(อินเตอร์ มิลาน 1964, 1965)

กดติดตามเพจเราได้ที่นี่เลย

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Check Also

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลโลก 2022 เกาหลีใต้ 2-1 โปรตุเกส

คลิปไฮไลท์ฟุตบอลโลก 2022 เกาหลีใต้ 2-1 โปรตุเกส

Facebook iconFa …